Education Menu
คำสอน

 




 
 

หลักการของพระเจ้า
 
  โครงร่างแห่งหลักการ (Outline of The Principle Level 4)  

 

บทที่ 5
การฟื้นคืนชีพ

ถ้าเราจะถือทุกสิ่งทุกอย่างในพระคัมภีร์ตามตัวอักษร เราก็ต้องเชื่อว่าร่างกายฝ่ายเนื้อหนังที่เน่าเปื่อยและถูกฝังของบรรดาผู้ที่เชื่อทั้งหลายในอดีตจะถูกแก้ไขกลับไปสู่ภาวะของชีวิตฝ่ายเนื้อหนังเริ่มแรกในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง (1 เธสะโลนิกา 4:16, มัทธิว 27:52) แต่เราจะสามารถเชื่อสิ่งนี้ได้หรือ ในการตอบปัญหาเหล่านี้ ขอให้เราพิจารณาความหมายของการฟื้นคืนชีพก่อน

1. ความหมายของการฟื้นคืนชีพ
คําว่า "การฟื้นคืนชีพ" หมายถึงการผ่านจากความตายมาสู่ชีวิต ในการที่จะเข้าใจความหมายของการ "ผ่านจากความตายมาสู่ชีวิต" ขอให้เราพิจารณาความหมายของคําว่า "ชีวิต" และ "ความตาย"

ในลูกา 9:60 เราอ่านพบว่า พระเยซูตรัสกับสาวกผู้หนึ่งซึ่งต้องการ กลับบ้านเพื่อฝังศพพ่อของเขาว่า "...ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด..." ในพระดำรัสสอนอันนี้ของพระเยซู เราพบแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตและความตายที่แตกต่างกันสองอย่าง ความคิดอันหนึ่งคือความคิดเกี่ยวกับการทํางานทางสรีรวิทยาของร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง และอีกอันหนึ่งเกี่ยวกับประชาชนที่จะไปร่วมพิธีฝังศพพ่อของสาวกคนนั้น ทําไมพระเยซูจึงตรัสว่าประชาชนที่จะไปร่วมพิธีฝังศพเป็นคนตายทั้งที่บุคคลเหล่านั้นยังคงมีชีวิตนั่นเป็นเพราะว่า บุคคลทั้งหลายที่อยู่ในความเขลาเกี่ยวกับความมุ่งหมายแห่งชีวิตและไม่รู้จักพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นแหล่งแห่งชีวิตเนื่องจากอยู่ภายใต้การปกครองของซาตาน วิวรณ์ 3:1 กล่าวว่า "...เจ้าได้ชื่อว่ามีชีวิตอยู่ แต่ว่าเจ้าได้ตายเสียแล้ว" จากข้อความนี้เราเห็นได้ว่า แม้ว่าบุคคลหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ทางฝ่ายเนื้อหนังก็ตาม แต่หากบุคคลนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของซาตานเขาก็ตายไปแล้วในทัศนะของพระเยซู จากทัศนะเกี่ยวกับความตายคำว่าชีวิตจึงหมายถึงการอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าและบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ ยอห์น 11:25, 26 พระเยซูตรัสว่า "...ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาจะตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย..." สิ่งนี้บอกเราว่า ใครก็ตามที่เชื่อมต่อกับอํานาจการปกครองของพระเจ้าโดยผ่านพระคริสต์จะมีชีวิตไม่ว่าร่างกายฝ่ายเนื้อหนังจะตายหรือมีชีวิตอยู่ก็ตาม และไม่ว่าจะอยู่บนโลกนี้หรือในโลกฝ่ายวิญญาณก็ตาม

ก. ความตายที่เกิดจาการตกสู่บาป
ความจําเป็นสําหรับการฟื้นคืนชีพเป็นผลมาจากความตายที่เกิดขึ้นจากการตกสู่บาป ขอให้เราพิจารณาจากความตายสองประเภทที่ได้กล่าวมา ความตายอันใดที่เป็นผลจากการตกสู่บาปของบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษย์ ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์ถูกกําหนดให้กลับคืนไปสู่พื้นดินหลังจากที่มันแก่และตาย ถ้าพระเจ้าจะทรงตั้งพระทัยให้มนุษย์มีชีวิตชั่วนิรันดร์บนโลกในร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง นั่นก็ไม่มีความจําเป็นที่พระองค์จะต้องทรงสร้างโลกฝ่ายวิญญาณให้เป็นที่อยู่สําหรับตัวตนฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าทรงสร้างโลกฝ่ายวิญญาณขึ้นก่อนการตกสู่บาปของมนุษย์ พระองค์มิได้ทรงสร้างโลกฝ่ายวิญญาณหลังการตกสู่บาปของมนุษย์เพื่อให้เป็นที่อยู่ของตัวตนฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ที่ตกสู่บาปเท่านั้น นั่นเป็นความตั้งพระทัยเสมอของพระเจ้าที่ว่าตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์กลับไปสู่พื้นดินและตัวตนฝ่ายวิญญาณของเขาดํารงอยู่ชั่วนิรันดร์กับพระเจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณ (ปัญญาจารย์ 12:7) ความตายฝ่ายเนื้อหนังไม่ใช่ความตายที่มีสาเหตุจากการตกสู่บาป

เมื่อพระเจ้าตรัสกับอาดัมและเอวาว่า ทั้งสองจะตายอย่างแน่นอนในวันใดที่ทั้งสองกินผลไม้ของต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว (ปฐมกาล 2:17) ความตายที่กล่าวถึงไม่ใช่ความตายทางฝ่ายเนื้อหนัง เราพบในปฐมกาลว่า หลังจากอาดัมและเอวากินผลไม้ของต้นไม้แห่งความสํานึกในความดีและความชั่ว ทั้งสองยังคงมีชีวิตและมีลูกเป็นเวลามากกว่าเก้าร้อยปี แต่ถ้าเราจะเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าแล้วละก็ ในแง่นี้ทั้งสองจะต้องได้ตายไปแล้วในขณะที่ละเมิดธรรมบัญญัติของพระเจ้า

เพราะความรักของพระเจ้าเป็นแหล่งแห่งชีวิต เพราะฉะนั้นการละทิ้งอาณาจักรแห่งความรักของพระเจ้าและเข้าสู่อาณาจักรของซาตานที่ไม่มีความรักที่แท้จริงก็คือความตาย ใน 1 ยอห์น 3:14 เราเรียนรู้ว่า "...ผู้ใดที่ไม่รัก ผู้นั้นก็ยังอยู่ในความตาย" นอกจากนั้น โรม 8:6 และโรม 6:23 บอกกับเราตามลําดับว่า "ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง (การที่มีจิตใจฝักใฝ่อยู่กับฝ่ายเนื้อหนัง) ก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณก็คือชีวิตและสันติสุข" และ "...ค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์..." ดังนั้น ทัศนะตามพระคัมภีร์นั้น ความตายที่เกิดขึ้นจากการตกสู่บาปเป็นภาวะที่เป็นผลมาจากบาป ภาวะของการถูกแยกออกจากความรักของพระเจ้า

ข. ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นคืนชีพ
ขอให้เราสรุปเกี่ยวกับความหมายของการฟื้นคืนชีพ ถ้าการที่ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังกลับไปสู่พื้นดินไม่ใช่ความตายที่เกิดขึ้นโดยการตกสู่บาป นั่นก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า ความหมายของ "การผ่านจากความตายมาสู่ชีวิต" หรือการฟื้นคืนชีพไม่สามารถเป็นการกลับคืนมาของร่างกายที่เน่าเปื่อย "ตามหลักการแห่งการสร้างสรรค์" นี่เป็นน้ำพระทัยเริ่มแรกของพระเจ้าที่ว่าร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์ตายและกลับไปสู่พื้นดินเมื่อแก่ (ปัญญาจารย์ 12:7) ดังนั้นเมื่อร่างกายฝ่ายเนื้อหนังเน่าเปื่อย ร่างกายนั้นจะไม่ฟื้นคืนชีพไปสู่ภาวะเริ่มแรกของมันอีก

เพราะว่าการฟื้นคืนชีพไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตและความตายฝ่ายเนื้อหนัง ดังนั้น จึงต้องเกี่ยวกับชีวิตและความตายฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ เพราะฉะนั้นการฟื้นคืนชีพจึงเป็นกระบวนการของการที่มนุษย์ได้รับการแก้ไขอํานาจการปกครองของซาตานไปสู่การอำนาจการปกครองโดยตรงของพระเจ้าโดยแผนการสําหรับการแก้ไข ถ้าบุคคลหนึ่งสํานึกเสียใจในบาปและกลายเป็นบุคคลที่ดีกว่าในวันนี้มากกว่าที่เขาเป็นเมื่อวันวานบุคคลนั้นก็จะถูกฟื้นคืนชีพไปถึงระดับนั้น พระเยซูตรัสว่า "...ถ้าผู้ใดฟังคําของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษาแต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว" (ยอห์น 5:24) สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการฟื้นคืนชีพหรือการผ่านจากความตายไปสู่ชีวิตเริ่มต้นขึ้นจากการฟังพระดำรัสสอนของพระเยซูและเชื่อในพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวว่า "...เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น" (1 โครินธ์ 15:22) เพราะการตกสู่บาปของอาดัม สายเลือดทั้งมวลของเขาได้กลายเป็นสายเลือดแห่งซาตาน และเพราะฉะนั้นนั่นคือความตาย ดังนั้นการได้รับการฟื้นคืนชีพจึงหมายความถึงการกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสายเลือดของพระเจ้าโดยผ่านพระคริสต์

บนพื้นฐานความเข้าใจอันนี้เกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพ เราไม่ควรคาดหมายการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เป็นผลมาจากการฟื้นคืนชีพ ถึงแม้ว่าอาดัมและเอวาจะแตกต่างไปจากเดิมหลังจากการตกสู่บาปที่ว่าพวกเขาตายทางฝ่ายวิญญาณ แต่ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางฝ่ายเนื้อหนังที่มีนัยสําคัญใดๆ เกิดขึ้น ดังนั้น จึงไม่มีความแตกต่างภายนอกระหว่างมนุษย์ผู้ซึ่งมีชีวิตนิรันดร์เพราะการเกิดใหม่โดยผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์และขโมยผู้ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การปกครองแห่งความตาย

อย่างไรก็ตาม มัทธิว 27:52-53 ดูเหมือนสนับสนุนความเชื่อเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพของร่างกายฝ่ายเนื้อหนัง ขอให้พิจารณาข้อความนี้ มันกล่าวว่า "อุโมงค์ฝังศพก็เปิดออก ศพของธรรมิกชนหลายคนที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นขึ้นมา และเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาแล้ว เขาทั้งกลายก็ออกจากอุโมงค์พากันเข้าไปในนครบริสุทธิ์ปรากฏแก่คนเป็นอันมาก" อย่างไรก็ตาม ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นตามตัวอักษร ประวัติศาสตร์ของการถูกกดขี่ข่มเหงในเริ่มแรกของศาสนาคริสต์ไม่ควรเกิดขึ้น แม้ว่าชาวอิสราเอลจะไม่มีความเชื่อและตรึงกางเขนพระเยซูก็ตาม แต่เขาทั้งหลายกระทําไปเพราะเชื่อว่าพระองค์ไม่ใช่พระผู้มาโปรด อย่างไรก็ตาม ถ้าชาวอิสราเอลได้เห็นผู้เผยพระวจนะทั้งหลายฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพ และได้ยินคำเป็นพยานว่าพระเยซูคือพระผู้มาโปรดแล้ว เขาทั้งหลายยังจะยังไม่เชื่อพระเยซูอีกหรือ แล้วทําไมบุคคลเหล่านั้นจะกดขี่ข่มเหงบรรดาสาวกของพระเยซูเล่า

นอกจากนั้น เพราะการฟื้นคืนชีพถูกกล่าวว่าจะนํามาซึ่งชีวิตนิรันดร์ แล้วทำไมเราถึงไม่เห็นบรรดาผู้เผยพระวจนะยุคพันธสัญญาเดิมที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมามากมายเหล่านั้นมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้อย่างนั้นหรือ และบรรดาคนเหล่านั้นผู้ซึ่งถูกนํากลับมาสู่ชีวิตโดยพระกรุณาแห่งการฟื้นคืนชีพจะไม่เป็นพยานกับคนมากมายเกี่ยวกับพระเจ้าและพระเยซู ? และแล้วก็จะต้องมีบันทึกบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งนี้ในหนังสือกิจการของอัครทูตอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ข้อความในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้คือข้อความในมัทธิว ซึ่งบอกถึงฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพของเขาทั้งหลายและปรากฏต่อคนมากมาย (มัทธิว 27:52-53)

ความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของการฟื้นคืนชีพจะแก้ไขปัญหานี้อย่างง่ายดาย เพราะการฟื้นคืนชีพไม่ได้หมายถึงการทําให้ซากศพกลับมามีชีวิตอีก มันไม่สามารถเป็นร่างกายฝ่ายเนื้อหนังที่ "ลุกจากหลุมศพ" และ "กลับมามีชีวิตใหม่" โดยพระกรุณาของพระเจ้า ตัวตนฝ่ายภายในหรือตัวตนฝ่ายวิญญาณของนักบุญที่ตายไปแล้วได้เจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์ มัทธิวและสาวกคนอื่นที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้รับการแก้ไขการเห็นทางฝ่ายวิญญาณกลับมาชั่วคราว ดังนั้นจึงสามารถเห็นวิญญาณเหล่านั้น บรรดาผู้ซึ่งยังไม่ได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็มีเพียงการมองเห็นปกติทางฝ่ายเนื้อหนัง และจึงไม่สามารถมองเห็นตัวตนฝ่ายวิญญาณของผู้เผยพระวจนะพันธสัญญาเดิม

2. หลักการแห่งการฟื้นคืนชีพ
เพราะการฟื้นคืนชีพหมายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเส้นทางของการแก้ไขธรรมชาติของมนุษย์ที่ตกสู่บาปไปสู่มาตรฐานเริ่มแรกที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า แผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพจึงเป็นแผนการสําหรับการแก้ไข แผนการสําหรับการแก้ไขก็เป็นแผนการสําหรับการสร้างสรรค์ใหม่ดังนั้นแผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพจึงถูกดําเนินตามสิ่งที่ได้อธิบายแล้วใน "หลักการแห่งการสร้างสรรค์"

ประการแรก ตาม "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" ความมุ่งหมายของการสร้างสรรค์จะถูกบรรลุถึงเมื่อมนุษย์บรรลุถึงความรับผิดชอบโดยการเชื่อและดําเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เพราะฉะนั้นในการฟื้นคืนชีพซึ่งก็เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ พระเจ้าจึงทรงประทานพระวจนะของพระองค์ให้กับมนุษย์ พระองค์ได้ประทานพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่ และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะประทานพันธสัญญาบริบูรณ์เมื่อพระคริสต์เสด็จมา เพื่อที่จะได้รับการฟื้นคืนชีพมนุษย์ต้องบรรลุถึงความรับผิดชอบในการเชื่อและดําเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นการฟื้นคืนชีพจึงถูกบรรลุถึงโดยการประทานพระวจนะของพระองค์ (ความจริง) ให้กับมนุษย์รวมกับการที่มนุษย์บรรลุถึงส่วนความรับผิดชอบของเขาในการเชื่อและดําเนินชีวิตตามความจริงนั้น

ประการที่สอง ตาม "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" ตัวตนฝ่ายวิญญาณของแต่ละบุคคลถูกสร้างขึ้นมาให้เจริญเติบโตและสมบูรณ์บนพื้นฐานของความสัมพันธ์กับตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง ตามหลักการนี้ การฟื้นคืนชีพ (การชําระให้บริสุทธิ์ การเติบโตและความสมบูรณ์) ของตัวตนฝ่ายวิญญาณของบุคคลหนึ่งก็ต้องถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง และนั่นก็คือในขณะที่บุคคลนั้นกําลังมีชีวิตอยู่บนโลก อันที่จริง จนกระทั่งทุกวันนี้การฟื้นคืนชีพถูกเข้าใจว่าเป็นการกลับคืนมาของคนที่ตายทางฝ่ายเนื้อหนังเมื่อพระผู้มาโปรดเสด็จมา แต่สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง แผนการของพระเจ้าสําหรับการฟื้นคืนชีพเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องซึ่งมุ่งเน้นอยู่ที่ผู้ซึ่งมีชีวิตบนโลก พระเจ้าประทานผู้เผยพระวจนะพร้อมกับความจริงมาก็เพื่อมาสู่เขาทั้งปวง

ประการที่สาม ตาม "หลักการแห่งการสร้างสรรค์" มนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้บรรลุถึงความสมบูรณ์โดยการเจริญเติบโตผ่านสามขั้นของช่วงระยะเวลาของการเจริญเติบโต ดังนั้นแผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพของมนุษย์ ที่ตกสู่บาปจึงต้องถูกบรรลุถึงโดยแผนการแห่งการทํางานสามขั้น

ประการที่สี่ ถึงแม้ว่าบุคคลศูนย์กลางหลายคนในแผนการของพระเจ้าสําหรับการแก้ไขจะไม่สามารถบรรลุถึงความรับผิดชอบของเขาอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ว่าบุคคลเหล่านั้นก็ได้ทําอย่างดีที่สุดด้วยความซื่อสัตย์ที่ลึกซึ้งต่อพระเจ้า ความซื่อสัตย์และการอุทิศตนของเขาทั้งปวงได้สะสมเป็นผลแห่งความดีบนโลก บนพื้นฐานแห่งหัวใจนี้ที่ถูกสร้างขึ้นโดยประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาในยุคแรกๆ ประชาชนในชั่วอายุคนต่อมาก็สามารถได้รับผลแห่งความดีบางอย่าง (ผลแห่งความดีของยุคสมัย) ในแผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพ แผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพถูกดําเนินไปตามผลแห่งความดีแห่งยุคสมัย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระดับของการฟื้นคืนชีพที่เป็นไปได้ในยุคสมัยหนึ่งๆ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานแห่งหัวใจในประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในยุคก่อนหน้านั้น

3. แผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพของประชาชนบนโลก
ก. แผนการของพระเจ้าสําหรับการฟื้นคืนชีพ

มีพื้นฐานอยู่ที่ประชาชนบนโลก
จนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อคนคริสเตียนคิดถึงการฟื้นคืนชีพ โดยปกติจะคิดถึงการที่คนตายทางฝ่ายเนื้อหนังได้รับชีวิตใหม่ในเวลาที่พระคริสต์เสด็จมา แต่เมื่อเราเข้าใจความหมายที่แท้จริงและหลักการของแผนการของพระเจ้าสําหรับการฟื้นคืนชีพ เราจะเข้าใจได้ว่าพระเจ้าทรงดําเนินแผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพส่วนใหญ่มีพื้นฐานอยู่ที่ประชาชนบนโลกจากทัศนะของมนุษย์ ประวัติศาสตร์อาจจะดูเหมือนเป็นเพียงการเกิดขึ้นซํ้าแล้วซํ้าอีกของชั่วอายุคนหนึ่งหลังจากชั่วอายุคนหนึ่ง จากทัศนะของพระเจ้าผู้ทรงดําเนินแผนการของพระองคนั้น การสืบเนื่องต่อกันมาของชั่วอายุคนต่าง ๆ นั้นไม่สำคัญ จากทัศนะของพระเจ้า ประวัติศาสตร์ทั้งมวลไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากการทํางานเพื่อฟื้นคืนชีพคนที่ตายคนเดียวคืออาดัม ถ้าบรรพบุรุษเริ่มแรกของมนุษยชาติ อาดัมไม่ได้ตกสู่บาปแต่ได้เจริญเติบโตผ่านสามขั้นของระยะเวลาการเจริญเติบโต วิญญาณของอาดัมก็จะเจริญเติบโตผ่านขั้นต่างๆ ของปฐมวิญญาณ และวิญญาณแห่งชีวิตเพื่อที่ในที่สุดจะกลายเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณของผู้ซึ่งกําลังบรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม โดยผลของการตกสู่บาป ตัวตนฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ตกลงมาจากระดับสมบูรณ์ของขั้นเติบโตไปสู่ภาวะที่ตํ่ามาก นั่นก็คือเขาตกลงไปตํ่ากว่าระดับที่ซึ่งเขาได้ถูกสร้างขึ้นในเริ่มแรก อาดัมและเอวาได้ตกไปสู่อาณาจักรที่ผิดหลักการและสืบทอดธรรมชาติที่ตกสู่บาปจากหัวหน้าทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาป

ข. สามลําดับขั้นในแผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพ
พระเจ้าทรงเริ่มต้นแผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพกับครอบครัวอาดัม ซึ่งได้ตกลงไปในอาณาจักรที่ผิดหลักการ อย่างไรก็ตาม เพราะว่าบุคคลในครอบครัวอาดัมและโนอาห์ล้มเหลวในการบรรลุถึงความรับผิดชอบ ดังนั้นการฟื้นคืนชีพจึงยังไม่ได้เริ่มต้นจนกระทั่งถึงครอบครัวของอับราฮัม ดังนั้นถ้าพิจารณาย้อนกลับไปแล้ว ช่วงระยะเวลาสองพันปีจากอาดัมถึงอับราฮัมสิ้นสุดลง โดยเป็นช่วงระยะเวลาที่ซึ่งพื้นฐานสําหรับแผนการของพระเจ้าสําหรับการฟื้นคืนชีพเท่านั้นที่ได้ถูกสร้างขึ้น ดังนั้นช่วงระยะเวลานี้จึงถูกเรียกว่า ยุคสมัยของแผนการแห่งพื้นฐานสําหรับการฟื้นคืนชีพ

บนพื้นฐานนี้ พระเจ้าทรงดําเนินแผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพในขั้นเกิด เช่นเดียวกับที่ความล้มเหลวซํ้าแล้วซํ้าอีกของมนุษย์สิ้นสุดลงโดยใช้เวลาสองพันปีจากอับราฮัมถึงพระเยซู ประชาชนบนโลกผู้ซึ่งได้รับผลความดีของยุคสมัยแห่งการฟื้นคืนชีพในขั้นเกิดต้องบรรลุถึงความรับผิดชอบโดยการเชื่อและดําเนินชีวิตตามกฎแห่งพันธสัญญาเดิม พระวจนะแห่งการสร้างสรรค์ใหม่ในขั้นเกิดเพราะว่าประชาชนต้องถูกชําระให้บริสุทธิ์โดยการปฏิบัติตามกฎ (พระวจนะ) ยุคนี้จึงถูกเรียก ยุคแห่งการชําระให้บริสุทธิ์โดยการรักษากฎถ้าบุคคลหนึ่งบรรลุถึงความรับผิดชอบนั้นบนพื้นฐานของตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง ตัวตนฝ่ายวิญญาณของเขาก็จะเจริญเติบโตผ่านขั้นเกิดของการฟื้นคืนชีพและกลายเป็นปฐมวิญญาณ เมื่อบุคคลผู้ซึ่งได้บรรลุถึงระดับปฐมวิญญาณบนโลกละทิ้งตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของเขา ตัวตนฝ่ายวิญญาณของเขาก็ไปอยู่ในระดับปฐมวิญญาณของโลกฝ่ายวิญญาณ

การฟื้นคืนชีพที่บริบูรณ์จะเกิดขึ้นโดยผ่านพระเยซู พระผู้มาโปรดอย่างไรก็ตาม เพราะความล้มเหลวของมนุษย์ในการยอมรับพระเยซู ช่วงระยะเวลาหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ได้กลายเป็นช่วงระยะเวลาสําหรับการฟื้นคืนชีพในขั้นเติบโตเท่านั้น เพราะความไม่เชื่อของชาวอิสราเอลต่อพระเยซู พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขนและความสมบรูณ์ของแผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพถูกทําให้ล่าช้ามาจนถึงการเสด็จมาครั้งที่สอง เมื่อมองย้อนกลับไป เราเห็นได้ว่าช่วงระยะเวลาของพระเยซูจนถึงเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ได้เป็นเพียงยุคสมัยสําหรับการฟื้นคืนชีพในขั้นเติบโตเท่านั้น ระหว่างยุคสมัยนี้ ประชาชนบนโลกสามารถได้รับผลแห่งความดีของยุคสมัยแห่งการฟื้นคืนชีพในขั้นเติบโต และบรรลุถึงความรับผิดชอบของเขาโดยการเชื่อและดําเนินชีวิตตามพันธสัญญาใหม่ อันเป็นพระวจนะแห่งการสร้างสรรค์ใหม่ของพระเจ้าในขั้นเติบโต เพราะฉะนั้นยุคสมัยนี้ถูกเรียกว่ายุคสมัยแห่งการชำระให้บริสุทธิ์โดยความเชื่อ ประชาชนในยุคสมัยนั้นสามารถผ่านขั้นเติบโตของการฟื้นคืนชีพและได้มาซึ่งระดับวิญญาณแห่งชีวิตละทิ้งตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง เขาก็ไปอยู่ในพาราไดซ์ซึ่งเป็นระดับวิญญาณแห่งชีวิตของโลกฝ่ายวิญญาณ

ยุคสมัยของแผนการแห่งการฟื้นคืนชีพขั้นบริบูรณ์ จะถูกทำให้บริบูรณ์โดยการฟื้นคืนชีพของทั้งวิญญาณและร่างกาย* (ตัวตนฝ่ายวิญญาณและตัวตนฝ่ายเนื้อหนัง) โดยพระผู้มาโปรดในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง พระผู้มาโปรดจะทรงนําพันธสัญญาบริบูรณ์มา ซึ่งนํามาซึ่งการบรรลุถึงแห่งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ประชาชนบนโลกสามารถได้รับผลแห่งความดีของยุคสมัยแห่งการฟื้นคืนชีพขั้นบริบูรณ์ได้โดยการบรรลุถึงความรับผิดชอบของเขาในการเชื่อและกลายเป็นตัวตนแห่งพระวจนะใหม่และติดตามรับใช้พระผู้มาโปรดโดยตรงด้วยความจริงใจอย่างเต็มหัวใจ เพราะฉะนั้นยุคสมัยนี้จึงถูกเรียกว่ายุคสมัยแห่งการแสดงความบริสุทธิ์โดยการติดตามรับใช้ เมื่อบุคคลหนึ่งเชื่อและติดตามรับใช้พระผู้มาโปรดในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง ตัวตนฝ่ายวิญญาณของเขาก็บรรลุถึงระดับที่สมบูรณ์แห่งการฟื้นคืนชีพและกลายเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ สถานที่บนโลกที่ซึ่งประชาชนในระดับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นี้มีชีวิตอยู่เรียกว่า อาณาจักรสวรรค์บนโลก เมื่อบุคคลที่สมบูรณมีชีวิตอยู่ในอาณาจักรสวรรค์บนโลกละทิ้งตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของเขา เขาก็ไปอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ในโลกฝ่ายวิญญาณที่เป็นอาณาจักรของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

ค. สวรรค์และพาราไดซ์
ตามประเพณี คนคริสเตียนเข้าใจว่าสวรรค์กับพาราไดซ์เป็นสิ่งเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่าอาณาจักรสวรรค์เป็นโลกฝ่ายวิญญาณที่เป็นที่อยู่ของวิญญาณที่บรรลุถึงระดับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่อยู่ในตัวตนฝ่ายเนื้อหนังบนโลก ถึงแม้ว่าพระเยซู พระผู้มาโปรดเสด็จมาเพื่อการช่วยให้รอดของมนุษย์บรรลุถึงอย่างความสมบูรณ์ก็ตาม แต่เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนกางเขน ความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์ซึ่งควรจะถูกบรรลุถึงในอาณาจักรสวรรค์บนโลกและในโลกฝ่ายวิญญาณไม่ถูกบรรลุถึง ในเวลานั้นไม่เคยมีใครบรรลุถึงระดับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขณะที่อยู่บนโลก และเพราะฉะนั้น อาณาจักรสวรรค์ในโลกฝ่ายวิญญาณจึงไม่มีใครเข้าไปได้ ตั้งแต่ระดับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของโลกฝ่ายวิญญาณ แล้วทําไมพระเยซูตรัสว่าใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์จะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ พระองค์ตรัสเช่นนั้นเพราะว่า ความมุ่งหมายเริ่มแรกของพระองค์ก็คือการทรงนํามาซึ่งอาณาจักรสวรรค์ อย่างไรก็ตาม เพราะความไม่เชื่อของชาวอิสราเอล พระองค์สิ้นพระชนม์บนกางเขนโดยไม่ได้ทําให้อาณาจักรสวรรค์กลายเป็นความจริง

ในเวลาที่พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขน มีขโมยสองคนก็ถูกตรึงที่กางเขนพร้อมกับพระองค์ คนหนึ่งทางด้านขวาและอีกคนหนึ่งทางด้านซ้าย เมื่อขโมยทางด้านขวาแสดงออกว่าเชื่อในพระเยซู พระเยซูตรัสจึงกับเขาว่า เขาจะอยู่กับพระองค์ในพาราไดซ์ (ลูกา 23:43) พาราไดซ์เป็นระดับวิญญาณแห่งชีวิตของโลกฝ่ายวิญญาณระดับที่ซึ่งผู้เชื่อในพระเยซูบรรลุถึงหลังจากละทิ้งตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของเขาแล้ว บรรดาผู้ที่อยู่ในพาราไดซ์ต้องอธิษฐานสําหรับเป้าหมายแห่งความสมบูรณ์และรอคอยสําหรับการเปิดของประตูไปสู่อาณาจักรสวรรค์

ง. ปรากฏการณ์ทางฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นในยุคสุดท้าย
มนุษย์ตกสู่บาปจากระดับสูงสุดของขั้นเติบโต ดังนั้น เมื่อมนุษย์เข้าสู่ยุคสุดท้าย เขาก็เข้าสู่ยุคสมัยที่ซึ่งเขาสามารถแก้ไขตัวเขาเองไปสู่ระดับสูงสุดของขั้นเติบโตโดยการเชื่อและดําเนินชีวิตตามพระวจนะแห่งยุคพันธสัญญาใหม่ ตัวตนฝ่ายวิญญาณของบุคคลหนึ่งๆ จะสามารถบรรลุถึงระดับสูงสุดของขั้นเติบโตได้ซึ่งเป็นตําแหน่งของมนุษย์ก่อนที่จะตกสู่บาป

ยุคสุดท้ายเป็นเวลาที่มนุษย์จะแก้ไขระดับทางผ่ายวิญญาณก่อนการตกสู่บาปของมนุษย์ในระดับโลกนั่นคือ ระดับวิญญาณแห่งชีวิตอันเป็นระดับที่อาดัมได้มาซึ่งความสามารถในการติดต่อลึกซึ้งกับพระเจ้า เพราะเหตุนี้ ในยุคสุดท้าย เมื่อจุดสูงสุดของขั้นเติบโตใกล้เข้ามาก็จะมีคนมากมายผู้ซึ่งพัฒนาความสามารถในการติดต่อกับโลกฝ่ายวิญญาณขึ้น เมื่อมองดูสิ่งต่างๆ จากทัศนะนี้เราสามารถเข้าใจถึงคําสัญญาของพระเจ้าในการที่จะทรงเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์โปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวงในยุคสุดท้าย (กิจการอัครฑูต 2:17)

ในยุคสุดท้ายจะมีคนมากมายได้รับการเปิดเผยว่า "ท่านคือผู้เป็นเจ้า" สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง แต่หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นกําลังถูกตั้งขึ้นใหม่ในตําแหน่ง ของผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่ง ตําแหน่งซึ่งสูญเสียไปเพราะการตกสู่บาปของอาดัม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเขากําลังแก้ไขระดับการพัฒนาการทางฝ่ายวิญญาณที่อาดัมได้ไปถึงก่อนการตกสู่บาป

เช่นเดียวกับยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาต้องเตรียมหนทางสําหรับพระเยซู นั่นก็จะมีคนมากมายซึ่งมีภารกิจต่างกัน ผู้ซึ่งต้องเตรียมหนทางสําหรับพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง เพราะว่าบุคคลเหล่านี้รับผิดชอบสําหรับภารกิจบางอย่างแทนพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นบุคคลเหล่านั้นแต่ละคนจึงได้รับการเปิดเผยความจริงว่า "ท่านคือผู้เป็นเจ้า" แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นอาจจะกําลังทํางานในยุคสมัยหรือในสาขาที่แตกต่างจากของพระผู้มาโปรดก็ตาม ดังนั้นถ้าบุคคลดังกล่าวที่ได้รับการติดต่อทางฝ่ายวิญญาณไม่ได้เข้าใจเบื้องหลังของหลักการ และเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองคือพระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองและปฏิบัติตัวเสมือนพระผู้มาโปรด บุคคลนั้นก็จะกลายเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์ (Antichrist) นี่เป็นเหตุผลสําหรับการพยากรณ์ในพระคัมภีร์ที่ว่าพวกที่ต่อต้านพระคริสต์มากมายจะปรากฏขึ้นในยุคสุดท้าย

นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าคนที่มีความสามารถในการติดต่อกับโลกฝ่ายวิญญาณจะติดต่อกับโลกฝ่ายวิญญาณเดียวกัน แต่เพราะว่าความแตกต่างของระดับทางฝ่ายวิญญาณ สภาพแวดล้อมและบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลที่เปิดกว้างทางฝ่ายวิญญาณจึงทำให้ระดับของโลกฝ่ายวิญญาณที่ซึ่งเขาเหล่านั้นติดต่อด้วยและเนื้อหาของการเปิดเผยความจริงที่บุคคลเหล่านั้นได้รับแตกต่างกัน (1 โครินธ์ 15:41,12:8-10) เพราะสิ่งนี้จึงมีความไม่เห็นด้วยและความขัดแย้งระหว่างบรรดาผู้ที่มีความสามารถทางฝ่ายวิญญาณอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะว่าบุคคลเหล่านั้นมีเพียงความสัมพันธ์ในแนวดิ่งกับพระเจ้า และรับผิดชอบเพียงส่วนหนึ่งของแผนการสําหรับการแก้ไขเท่านั้น บ่อยครั้งบุคคลเหล่านั้นจึงตกอยู่ในความไม่รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในแนวราบของเขากับบุคคลอื่นที่มีการติดต่อทางฝ่ายวิญญาณ เพราะว่าแต่ละบุคคลเป็นคนที่ดีที่สุดในสาขาที่เฉพาะแห่งความรับผิดชอบ พระเจ้าจึงทรงให้การเปิดเผยความจริงกับแต่ละบุคคลว่า "ท่านเป็นผู้ที่ดีที่สุด" เพื่อให้กําลังใจกับเขาให้ทําดีที่สุดอย่างไรก็ตาม แต่เพราะว่าบุคคลเหล่านั้นไม่รู้ถึงภาพทั้งหมดของสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำอยู่ ดังนั้นบ่อยครั้งบุคคลเหล่านั้นจึงขัดแย้งกัน ความสับสนในระหว่างบรรดาผู้ซึ่งสามารถติดต่อทางฝ่ายวิญญาณจะถูกทําให้ชัดเจนขึ้นโดยการแสดงออกอันใหม่แห่งความจริงซึ่งจะอธิบายถึงความมุ่งหมายทั้งมวลของแผนการสําหรับการแก้ไข บนพื้นฐานของความเข้าใจที่บริบูรณ์นี้ ผู้ที่มีความสามารถทางฝ่ายวิญญาณทั้งปวงจะสามารถมีความกลมกลืนทางแนวราบนอกเหนือไปจากความกลมกลืนในแนวดิ่งกับพระเจ้า ความสามารถของบุคคลเหล่านั้นควรจะเข้ากันได้กับความมุ่งหมายของทั้งหมด

4. แผนการสําหรับการฟื้นคืนชีพของบุคคลฝ่ายวิญญาณ
ก. การกลับมาฟื้นคืนชีพของบุคคลฝ่ายวิญญาณ

คนนับไม่ถ้วนได้ผ่านไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ แต่ไม่มีใครเคยบรรลุถึงความสมบูรณ์ของตัวเขาเองในขณะที่อยู่บนโลกในตัวตนฝ่ายเนื้อหนังบุคคลฝ่ายวิญญาณเหล่านี้จะสามารถได้รับการฟื้นคืนชีพได้อย่างไร ตัวตนฝ่ายวิญญาณของบุคคลหนึ่งๆ ไม่สามารถเจริญเติบโตหรือฟื้นคืนชีพโดยแยกจากตัวตนฝ่ายเนื้อหนังได้ ดังนั้น การที่บุคคลเหล่านั้นในโลกฝ่ายวิญญาณจะได้รับการฟื้นคืนชีพ บุคคลเหล่านั้นต้องกลับมาสู่โลกและบรรลุถึงความรับผิดชอบที่ยังคงไม่ได้บรรลุถึงในช่วงชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง บุคคลเหล่านั้นบรรลุถึงสิ่งนี้ได้โดยการร่วมมือกับบุคคลบนโลก และทํางานโดยผ่านตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของบุคคลอื่นเพื่อช่วยเขาเหล่านั้นในการบรรลุถึงภารกิจ นี่เป็นเหตุผลว่า ยูดาห์ 1:14 กล่าวว่าในยุคสุดท้าย "...องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาพร้อมกับผู้บริสุทธิ์ของพระองค์เป็นหมื่น..." บุคคลฝ่ายวิญญาณร่วมมือกับบุคคลบนโลกเพื่อบรรลุถึงเจตจํานงของพระเจ้าในลักษณะอย่างไร เมื่อบุคคลบนโลกสร้างฐานที่นําไปสู่การติดต่อและการร่วมมือกันทางฝ่ายวิญญาณ โดยการอธิษฐานหรือกิจกรรมทางฝ่ายวิญญาณต่างๆ บุคคลฝ่ายวิญญาณก็จะกลับมาและเริ่มต้นการทํางาน ร่วมมือกับบุคคลนั้นบนโลกโดยปฏิกิริยาการให้และรับกับตัวตนฝ่ายวิญญาณ บุคคลฝ่ายวิญญาณช่วยบุคคลบนโลกให้ได้รับการเปิดเผยความจริง หรือให้มีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งแห่งความจริงและบางครั้งช่วยให้มีประสบการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางฝ่ายวิญญาณอื่นๆ เช่นอํานาจในการรักษาโรคต่างๆ ความสามารถในการพยากรณ์ หรือไฟฝ่ายวิญญาณ

ข. การกลับมาฟื้นคืนชีพของบุคคลฝ่ายวิญญาณผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้า
ยุคสมัยของพระเยซูเมื่อสองพันปีก่อนกับเวลาที่ซึ่งพระคริสต์จะเสด็จมาในยุคสุดท้ายเป็นเวลาพิเศษที่ซึ่งผู้ที่เชื่อทั้งหลายบนโลกสามารถถูกยกขึ้นทางฝ่ายวิญญาณ (ตามแผนการสําหรับการแก้ไข) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะว่าเวลาเหล่านี้เป็นเวลาที่ซึ่งพระวจนะแห่งการสร้างสรรค์ใหม่ของพระเจ้าปรากฏขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง (เป็นพระดำรัสสอนของพระเยซูและพระวจนะอันใหม่ตามลําดับ) ดังนั้นตามหลักการแห่งการฟื้นคืนชีพ เวลาเหล่านี้เป็นโอกาสที่สําคัญที่สุด โอกาสที่ซึ่งตัวตนฝ่ายวิญญาณของมนุษย์จะสามารถได้รับการฟื้นคืนชีพในอัตราที่เร่งขึ้น เพราะฉะนั้น ในเวลาของพระเยซู ปฐมวิญญาณของยุคพันธสัญญาเดิมซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎของโมเสสเท่านั้นจึงล้วนปรารถนาที่จะกลับมาและบรรลุถึงเงื่อนไขในการร่วมมือทํางานกับผู้ที่มีความเชื่อบนโลก

เพราะว่าเอลียาห์ปรากฏตัวเป็นบุคคลฝ่ายวิญญาณต่อพระเยซูและสาวกของพระองค์บนภูเขาแห่งการจําแลงพระกาย (มัทธิว 17:3) เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า เอลียาห์อยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้ซึ่งอยู่บนโลกคือเอลียาห์ (มัทธิว 17:12, 13;11:14) โดยความเข้าใจของหลักการแห่งการฟื้นคืนชีพ เราสามารถเข้าใจได้ว่า เอลียาห์ได้กลับมาเพื่อบรรลุถึงภารกิจที่ยังไม่ได้บรรลุถึงในขณะที่อยู่บนโลกโดยการร่วมทํางานกับยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ตามหลักการเกี่ยวกับการกลับมาฟื้นคืนชีพ ตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมาเป็นตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของเอลียาห์

มัทธิว 27:52 กล่าวว่าเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขน นักบุญมากมายได้ลุกขึ้นจากอุโมงค์ศพ สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ของการฟื้นคืนชีพของบุคคลฝ่ายวิญญาณ การฟื้นคืนชีพของบรรดาผู้ซึ่งได้พัฒนาปฐมวิญญาณขึ้นในขณะที่อยู่บนโลก โดยการทํางานร่วมมือกับบุคคลเหล่านั้นบนโลกผู้ซึ่งเชื่อและติดตามรับใช้พระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองและโดยการช่วยเขาเหล่านั้นให้กลายเป็นตัวตนฝ่ายวิญญาณที่สมบูรณ์ (วิญญาณศักดิ์สิทธิ์) บุคคลฝ่ายวิญญาณในระดับวิญญาณแห่งชีวิต (พาราไดซ์) สามารถได้รับผลประโยชน์อย่างเดียวกันและบุคคลเหล่านั้นเองก็จะกลายเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วย

ฮีบรู 11:39-41กล่าวว่า "คนเหล่านั้น (บรรดานักบุญของยุคพันธสัญญาเดิม) ทุกคนมีชื่อเสียงดีเพราะความเชื่อของเขา แต่เขาก็ยังไม่ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้(การเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์) เพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งซึ่งประเสริฐยิ่งกว่านั้น(อาณาจักรสวรรค์) สำหรับเรา(บุคคลบนโลก) เพื่อเขาทั้งหลาย (บุคคลฝ่ายวิญญาณ) จะได้รับความสมบูรณ์ด้วยกันกับเราเท่านั้น" ข้อความนี้แสดงให้เห็นถึงหลักการแห่งการกลับมาฟื้นคืนชีพ

ค. การกลับมาฟื้นคืนชีพของบรรดาบุคคลฝ่ายวิญญาณอื่นๆ ทั้งหมด
บุคคลฝ่ายวิญญาณผู้ซึ่งเชื่อในศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์เมื่อตายไปแล้วก็ต้องกลับมาและร่วมมือกับบุคคลบนโลกกับบรรดาผู้ซึ่งอยู่ในศาสนาเดียวกันตามลําดับ บุคคลเหล่านั้นสามารถสร้างฐานความสัมพันธ์ร่วมได้อย่างง่ายดายกับบุคคลเหล่านี้

บุคคลฝ่ายวิญญาณที่ดีผู้ซึ่งดําเนินชีวิตตามความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดีในขณะที่อยู่บนโลก ถึงแม้ว่าจะไม่เคร่งศาสนาก็จะกลับมาและร่วมมือกับบุคคลที่อยู่บนโลกผู้ซึ่งมีระดับทางฝ่ายวิญญาณและสภาพแวดล้อม
อย่างเดียวกัน

มัทธิว 25:41กล่าวถึงมารร้ายและสมุนของมันในข้อความนี้ "สมุนของ (มารร้าย) ทูตสวรรค์" รวมถึงบุคคลฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายด้วย สําหรับบุคคลฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายก็เช่นกัน ไม่มีหนทางอื่นใดที่จะได้รับการฟื้นคืนชีพได้นอกจากโดยการกลับมาฟื้นคืนชีพเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ก็เฉพาะในบางยุคสมัยเท่านั้น แต่บุคคลฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายไม่สามารถลงมาบนโลกตามที่ปรารถนาได้ และถึงแม้ว่าจะลงมาก็ตาม ก็ไม่จําเป็นว่าจะได้รับผลประโยชน์แห่งการกลับมาฟื้นคืนชีพได้ ก่อนที่บุคคลฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายจะสามารถได้รับผลประโยชน์แห่งการกลับมาฟื้นคืนชีพโดยผ่านการเสด็จมาครั้งที่สองได้นั้น บุคคลฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายต้องบรรลุถึงเงื่อนไขแห่งการชดใช้* ซึ่งบรรลุถึงเจตจํานงของพระเจ้าในการขจัดบาปโดยการถูกลงโทษก่อน

ง. การกลับมาฟื้นคืนชีพและทฤษฎีของการกลับชาติมาเกิดใหม่
พระเจ้าทรงกระทำเพื่อบรรลุถึงแผนการทั้งหมดสําหรับการแก้ไขโดยการเรียกบุคคลมากมายและให้ส่วนของงานที่เหมาะสมสําหรับแต่ละคน เมื่อแผนการพัฒนาไปข้างหน้าและบุคคลศูนย์กลางคนใหม่ถูกเลือกสําหรับภารกิจอันใหม่ พระเจ้าก็ทรงขยายขอบเขตของแผนการของพระองค์โดยขยายจากระดับบุคคลไปสู่ระดับครอบครัว ชาติและระดับโลก บุคคลผู้ซึ่งตายไปโดยไม่ได้บรรลุถึงภารกิจต้องกลับมาและร่วมมือกับบุคคลบนโลกผู้ซึ่งมีภารกิจและลักษณะทางฝ่ายวิญญาณอย่างเดียวกัน จากทัศนะของภารกิจนี้ ตัวตนฝ่ายเนื้อหนังของบุคคลบนโลกกลายเป็นตัวตนฝ่ายเนื้อหนังสําหรับบุคคลฝ่ายวิญญาณที่กลับมาด้วย ในแง่นี้บุคคลบนโลกกลายเป็น "การมาครั้งที่สอง" ของบุคคลในโลกฝ่ายวิญญาณที่กลับมา เมื่อมองดูด้วยตาฝ่ายวิญญาณ บุคคลบนโลกสามารถดูเหมือนเป็นการ กลับชาติมาเกิดใหม่ของบุคคลฝ่ายวิญญาณโดยทำงานร่วมกัน

เพราะเหตุผลนี้ ในยุคสุดท้ายจะมีคนมากมายที่ประกาศอ้างตัวว่าเป็นเอลียาห์ พระพุทธเจ้า ขงจื้อหรือต้นมะกอกเทศ มันดูเหมือนว่าทฤษฎีของการที่วิญญาณออกจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งหรือการกลับชาติมาเกิดใหม่ เป็นผลของการตีความหมายสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นบนพื้นฐานของสิ่งที่ปรากฏภายนอกโดยปราศจากความรู้เกี่ยวกับหลักการแห่งการกลับมาฟื้นคืนชีพ

จ. การรวมเป็นหนึ่งของศาสนาต่างๆ โดยการกลับมาฟื้นคืนชีพ
บนพื้นฐานของสิ่งที่เราได้อธิบายมาแล้วในบทของการกลับมาฟื้นคืนชีพของบุคคลฝ่ายวิญญาณ เราสามารถเห็นได้ว่าบุคคลฝ่ายวิญญาณในระดับวิญญาณแห่งชีวิตผู้ซึ่งอยู่ในพาราไดซ์ต้องกลับมาสู่โลกและทํางานร่วมกับผู้ที่มีศรัทธาความเชื่อในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองของ พระผู้มาโปรด เวลาและประเภทของการช่วยเหลือที่บุคคลหนึ่งบนโลกจะได้รับจากบุคคลฝ่ายวิญญาณนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ทัศนคติ ความเชื่อ ลักษณะของบุคคล และผลแห่งความดีของบรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ซึ่งมีศรัทธาที่เข้มแข็งจะถูกนําโดยบุคคลฝ่ายวิญญาณไปสู่พระผู้มาโปรดในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองที่ซึ่งสามารถอุทิศตัวเองให้กับเจตจํานงของพระเจ้าได้ เพราะบรรดาผู้ที่มีความศรัทธาความเชื่อมากที่สุดทั้งหลายจะมารวมกันรอบข้างพระผู้มาโปรดโดยอิทธิพลของบุคคลฝ่ายวิญญาณทั้งหลาย ดังนั้นการรวมเป็นหนึ่งของศาสนาคริสต์จะถูกบรรลุถึงโดยธรรมชาติในเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง

ดังที่จะกล่าวต่อไปในตอนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศูนย์กลางและประวัติศาสตร์รอบนอก (ใน "การเสด็จมาครั้งที่สอง") ศาสนาคริสต์ ไม่ได้เป็นศาสนาสําหรับคนคริสเตียนเท่านั้น แต่เป็นศาสนาศูนย์กลางซึ่งมีภารกิจในการบรรลุถึงความมุ่งหมายท้ายสุดของศาสนาทั้งปวงที่แสวงหาความดี ดังนั้นบรรดาผู้ที่เชื่อทั้งหลายในศาสนาต่างๆ ผู้ซึ่งได้ผ่านไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณแล้วก็จะกลับมาสู่บรรดาผู้ที่มีศาสนาเดียวกันซึ่งอยู่บนโลกและนําบุคคลเหล่านั้นไปสู่พระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมาครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม เวลาที่ซึ่งแต่ละบุคคลจะถูกเชื่อมต่อกับศาสนาศูนย์กลางจะแตกต่างกันไปตามระดับทางฝ่ายวิญญาณของบุคคลฝ่ายวิญญาณ ความเชื่อและระดับแห่งศรัทธาของบุคคลบนโลก ถึงแม้ว่าผู้ที่เชื่อทั้งหลายในศาสนาต่างๆ จะไม่มีการติดต่อซึ่งกันและกันจนกระทั่งในปัจจุบันก็ตาม แต่โดยอิทธิพลของบุคคลฝ่ายวิญญาณ ผู้ที่เชื่อทั้งหลายของศาสนาต่างๆ ถูกกําหนด โชคชะตาให้รวมเป็นหนึ่งโดยมีศูนย์กลางที่พระผู้มาโปรดแห่งการเสด็จมา ครั้งที่สอง